“อาคม” จี้สรุปเหตุเรือฟีนิกซ์ล่ม จท.คาดใช้งบกู้เรือ 10 ล้านบาท

“กรมเจ้าท่า” เผยสาเหตุเรือฟินิกซ์ล่ม ระบุคลื่นยักษ์ 4 เมตรจมเรือจากทางด้านซ้าย ด้าน “อาคม” จี้รีบสรุปสาเหตุสร้างความกระจ่างให้ประชาชน-ผู้สูญเสีย เตรียมสั่งเอกชนกู้เรือมาตรวจสอบหลักฐานก่อนลุยเอาผิดเอกชน-คนคุมเรือ เชื่อใช้เงินกู้เรือ 10 ล้าน พร้อมเตรียมชงแก้กฎหมายแจ้งเตือนพ่วงโทษหากฝ่าฝืน หวังยกระดับขั้นตอนการออกไลเซ่น

นายกริชเพชร ชัยช่วย รองอธิบดีกรมเจ้าท่า หรือ จท. เปิดเผยถึงความคืบหน้าการสรุปสาเหตุของเรือฟินิกซ์ล่มที่ จ.ภูเก็ต จนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากว่า ขณะนี้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กำชับให้ดำเนินการสรุปข้อมูลโดยเร็วเพื่อสร้างความกระจ่างให้กับสังคมและผู้สูญเสีย โดยเบื้องต้นนั้น จท.พบว่าสาเหตุของเรือล่มครั้งนี้ มาจากสภาพอากาศแปรปรวนฉับพลันทำให้เกิดลมกรรโชกด้วยความเร็วมากกว่า 30 กม./ชม. ส่งผลให้เกิดคลื่นยักษ์สูงกว่า 4 เมตรเข้าโจมตีเรืออย่างรุนแรงจากทางด้านซ้ายมือของเรือประกอบกับเรือนั้น เกิดอาการโคลงจนไม่สมดุลเพราะต้องแล่นท่ามกลางคลื่นลมรุนแรงจนในที่สุดต้องจมลงไป เมื่อลงรายละเอียดพบว่าลมกรรโชกดังกล่าวพัดมาจากทิศตะวันตกขณะที่เรือกำลังแล่นจากทิศใต้ไปยังทิศเหนือ ส่งผลให้ต้องรับแรงกระแทกคลื่นจากทางซ้ายมือของเรือ

“เหตุการณ์ดังกล่าว สรุปเหตุการณ์ได้ดังนี้ เวลา 9.00 เรือลำดังกล่าวแล่นออกจากฝั่งขณะนั้นมีความเร็วลมเพียง 3-5 กม./ชม. จากนั้นเรือแล่นไปดำน้ำบริเวณเกาะราชาน้อยและเดินทางต่อไปดำน้ำยังเกาะราชาใหญ่ช่วง 13.00 ขณะนั้นกำลังลมเริ่มรุนแรงมากขึ้นมากกว่า 10-20 กม./ชม. และสถานที่สุดท้ายที่เรือเดินทางออกมาคือเกาะไม้ท่อนเพื่อกลับเข้าฝั่งภูเก็ตช่วงเวลา 16.00-17.00 ขณะนั้นเกิดลมกรรโชกรุนแรงจนเป็นเหตุให้เกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น” นายกริชเพชร กล่ว

นายกริชเพชร กล่าวต่ออีกว่า สำหรับขั้นตอนการสอบสวนเพื่อหาตัวผู้รับผิดชอบไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการหรือผู้ควบคุมเรือนั้น จำเป็นต้องทำการกู้ซากเรือฟินิกซ์ที่จมลงในทะเลขึ้นมาเสียก่อน เพื่อตรวจสอบมาตรฐานเรือ ความพร้อมของอุปกรณ์และการออกแบบว่าเป็นไปตามที่ได้จดทะเบียนกับกรมเจ้าท่าไว้หรือไม่ จากข้อมูลที่พบระบุว่าเรือลำดังกล่าวเป็นเรือใหม่ที่เพิ่งผลิตขึ้นในปี 2560 และเข้ามาขึ้นทะเบียนรับรองและออกใบอนุญาตจากกรมเจ้าท่าเมือเดือน ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา ดังนั้นต้องตรวจสอบว่าเป็นไปตามที่เสนอมาหรือไม่ หากไม่เป็นไปตามนั้นจะสามารถเอาผิดกับเจ้าของบริษัทดังกล่าวได้

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ จท.อยู่ระหว่างออกหนังสือบังคับให้เจ้าของเรือทำการเสียค่าใช้จ่ายเพื่อกู้เรือดังกล่าวขึ้นมาตรวจสอบ ทั้งนี้หากเอกชนไม่ยอมดำเนินการรัฐบาลจำเป็นต้องควักเงินค่าใช้จ่ายมากกว่า 10 ล้านบาท เพื่อกู้เรือขึ้นมาก่อนฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับเอกชนในภายหลัง ทั้งนี้ คาดว่าขั้นตอนการกู้เรืออาจใช้เวลานานนับเดือนเพราะต้องวางแผนอย่างรอบคอบไม่ให้หลักฐานเสียหาย ขณะที่ด้านผู้ควบคุมเรือนั้นจำเป็นต้องสอบสวนควบคู่กันไปด้วยว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมาจากเหตุสุดวิสัยจากลมกรรโชกรุนแรงในช่วงเวลาดังกล่าวหรือไม่ และผู้ควบคุมเรือมีวิธีดำเนินการได้ถูกต้องเพื่อรักษาชีวิตลูกเรือไว้หรือไม่อย่างไร ทั้งนี้หากทั้งสองฝ่ายมีความผิดจะเข้าข่ายกฎหมายอาญาเรื่องของความประมาทเลินเล่อจนทำให้มีผู้เสียชีวิต

นายกริชเพชร กล่าวต่อว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาในระยะยาวนั้น อาจจะต้องเสนอรัฐบาลเพื่อออกหรือเพิ่มกฎหมายใหม่ให้ควบคุมเฉพาะเจาะจงเรือท่องเที่ยวเพื่อไม่ให้ไปปนกับเรือประเภทอื่นในเรื่องของการบังคับให้ทำตามประกาศแจ้งเตือนเรื่องสภาพลมฟ้าอากาศ หากเตือนแล้วไม่ทำตามจะต้องมีความผิดโดยไม่สามารถอ้างว่าให้เป็นดุลพินิจของผู้ควบคุมเรือได้อีกต่อไปแล้ว อาทิ หากพบว่าพรุ่งนี้จะมีคลื่นสูง 4 เมตร จะออกประกาศแจ้งเตือนก่อนวันดังกล่าวว่าเรือท่องเที่ยวที่มีความสูง 2-4 เมตรห้ามออกจากฝั่ง

นอกจากนี้ กรมเจ้าท่าจะยกระดับการออกใบอนุญาตประกอบการและมาตรฐานของเรือท่องเที่ยวให้เข้มข้นมากขึ้นทั้งเรื่องขั้นตอนการขอและรายละเอียดแบบเรือที่ต้องชี้แจงให้ชัดเจนมากขึ้น ควบคู่ไปกับการเพิ่มรอบตรวจสอบสภาพเรือทีได้รับอนุญาตให้มีความถี่มากขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ล่าสุดปฏิบัติการกู้ร่างผู้เสียชีวิตรายสุดท้าย (รายที่ 47) สามารถกู้ร่างได้สำเร็จแล้ว ทำให้ร่างผู้เสียชีวิตครบตามจำนวนผู้สูญหาย

แชร์ข่าวนี้ให้กับเพื่อนๆ ผ่าน >>
  • 18
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    18
    Shares

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *