ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูง จากอุปทานที่มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (2–6 ก.ค.61)

ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง หลังคาดปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ จะปรับลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกัน จากการส่งออกน้ำมันดิบของแคนาดาที่ปรับลดลงและความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อน นอกจากนี้ ตลาดคาดว่าภาวะอุปทานน้ำมันดิบจะตึงตัวมากขึ้น หลังปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านและลิเบียคาดจะปรับลดลงต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงกดดันจากการเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่มผู้ผลิต นำโดยซาอุดิอาระเบียที่คาดจะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นมาสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี รวมถึงปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ที่คาดจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเร็วนี้

ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:

  • จับตาสถานการณ์ขัดแย้งและความไม่สงบในลิเบีย หลังบริษัทน้ำมันแห่งชาติของลิเบียที่ได้รับการยอมรับจากต่างชาติยังไม่สามารถกลับมาดำเนินการส่งออกได้ เนื่องจากกองกำลังทหารในกองทัพแห่งชาติของลิเบีย (LNA) เข้ายึดท่าเรือคืนจากกลุ่มติดอาวุธ แต่ได้ทำการส่งมอบสิทธิ์ในการส่งออกให้กับบริษัทน้ำมันแห่งชาติทางฝั่งตะวันออกของลิเบียแทน ส่งผลให้ลิเบียยังไม่สามารถกลับมาดำเนินการส่งออกน้ำมันดิบจากท่าเรือ Es Sider ที่ถูกโจมตีไปได้ ส่งผลให้ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของลิเบียปรับลดลงกว่า 400,000 บาร์เรล/วัน
  • ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ คาดจะปรับลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกัน หลังปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบจากแคนาดามีแนวโน้มปรับลดลง เนื่องจากเหตุไฟฟ้าขัดข้องที่แหล่งผลิต Syncrude ซึ่งมีกำลังการผลิต 360,000 บาร์เรล/วัน ส่งผลให้ต้องหยุดดำเนินการผลิตโดยทันทีและต้องปิดดำเนินการต่อเนื่องจนถึงเดือน ก.ค. รวมถึงความต้องการใช้น้ำมันดิบที่คาดจะปรับเพิ่มขึ้น หลังโรงกลั่นเพิ่มกำลังการกลั่นเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้น โดยปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 22 มิ.ย. ปรับลดลง 9 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ว่าจะปรับลดลง 2.6 ล้านบาร์เรล
  • ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบจากอิหร่านคาดจะปรับลดลงมากกว่าที่คาดไว้ จากเดิมที่คาดว่าจะปรับลดลงราว 0.3-0.5 ล้านบาร์เรล/วัน หลังสหรัฐฯ ประกาศให้ประเทศคู่ค้ากับอิหร่านต้องระงับการนำเข้าน้ำมันดิบลงโดยไม่มีการผ่อนปรนใดๆ ทั้งสิ้น โดยล่าสุด ประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดียกำลังอยู่ในกระบวนการต่อรองกับทางสหรัฐฯ เพื่อได้รับการผ่อนผันจากข้อบังคับนี้
  • อุปทานน้ำมันดิบจากผู้ผลิตทั้งในและโอเปกคาดจะปรับเพิ่มขึ้นและส่งผลกดดันต่อราคาน้ำมันดิบ โดยในการประชุมวันที่ 22 – 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ผลิตมีมติปรับเพิ่มกำลังการผลิตขึ้น 1 ล้านบาร์เรล/วัน เพื่อรองรับอุปทานน้ำมันดิบที่ขาดหายไปจากเวเนซุเอลาและอิหร่าน อย่างไรก็ดี ที่ประชุมไม่ได้มีการระบุโควตาการเพิ่มกำลังการผลิตสำหรับแต่ละประเทศ โดยล่าสุดซาอุดิอาระเบียเตรียมปรับเพิ่มกำลังการผลิตจากเดิมที่ 10 ล้านบาร์เรล/วัน ขึ้นมาอยู่ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 8 ล้านบาร์เรล/วัน ในเดือน ก.ค. ซึ่งระดับดังกล่าวเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 3 ปี
  • ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแตะระดับ 9 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่ผ่านมา และคาดจะแตะระดับ 11 ล้านบาร์เรล/วันในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ หลังผู้ผลิตเพิ่มปริมาณการขุดเจาะน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปีที่ 862 แท่น โดยการผลิตที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้การส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในสัปดาห์ล่าสุด ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.0 ล้านบาร์เรล/วัน
  • ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีภาคการผลิตและดัชนีภาคการบริการของยูโรโซน ดัชนีภาคการผลิตและดัชนีภาคการบริการของสหรัฐฯ และดัชนีภาคการบริการของจีน

สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (25–29 มิ.ย.61)

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.57 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล มาอยู่ที่ 74.15 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 3.89 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล มาอยู่ที่ 79.44 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 76.0 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล หลังได้รับแรงหนุนปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ที่ปรับลดลงกว่า 9.9 ล้านบาร์เรล สวนทางกับการคาดการณ์ของตลาดว่าจะปรับลดลงราว 2.6 ล้านบาร์เรล ส่งผลมาจากกำลังการผลิตน้ำมันดิบจากแคนาดาที่ปรับลดลงกว่า 0.36 ล้านบาร์เรล/วัน จากเหตุขัดข้องของวงจรไฟฟ้า ส่งผลให้การส่งออกไปสหรัฐฯ ต้องปรับตัวลดลง

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ได้ประกาศให้ประเทศคู่ค้ากับอิหร่านต้องระงับการนำเข้าน้ำมันดิบลงโดยไม่มีการผ่อนปรนใดๆ ทั้งสิ้น จึงทำให้ตลาดคาดว่ากำลังการผลิตอิหร่านอาจปรับลดลงมากกว่าที่คาดเอาไว้ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงกดดันจาก กำลังการผลิตสหรัฐฯ ที่ยังคงยืนอยู่ในระดับสูงราว 10.9 ล้านบาร์เรล/วัน รวมถึง ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 11 เดือน

แชร์ข่าวนี้ให้กับเพื่อนๆ ผ่าน >>
  • 3
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    3
    Shares

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *